น้ำยาเคลือบกระจกรถยนต์ กันน้ำฝนได้จริงหรือไม่ ?

น้ำยาเคลือบกระจก เคลือบกระจกรถยนต์

น้ำยาเคลือบกระจก

บ่อยครั้งเหลือเกินที่รถยนต์เกิดอุบัติเหตุขณะขับขี่ในยามที่ฝนตก สิ่งที่เจ้าของรถหลาย ๆ ท่านกำลังให้ความสนใจนั่นก็คือ “ เคลือบกระรถยนต์ ” ด้วยการใช้ น้ำยาเคลือบกระจก เพื่อหวังว่ากระจกบริเวณหน้ารถของตัวเองนั้นจะห่างไกลจากฝ้า รวมถึงกันคราบน้ำเกาะได้เป็นอย่างดี

น้ำยาเคลือบกระจกรถยนต์ ถือว่าเป็นผลิตภัณฑ์ดูแลรถยนต์ที่ช่วยปกป้องกระจกรถบริเวณด้านหน้าไม่ให้มีคราบน้ำค้าง คราบฝุ่น หรือคราบแมลงเกาะ นอกจากนี้.. น้ำยาเคลือบกระจกยังช่วยป้องกันน้ำฝนที่จะมาเกาะบริเวณกระจกด้านหน้า จนบดบังทัศนวิสัยขณะขับขี่ได้เป็นอย่างดี

ซึ่งหลังจากที่ได้เคลือบกระจกโดยใช้น้ำยาเคลือบกระจกไปแล้ว ตัวน้ำยาเคลือบกระจกก็จะทำปฏิกิริยาบางอย่าง ทำหน้าที่ปกป้องกระจกรถยนต์ของเรา ซึ่งจะมีลักษณะเป็นแผ่นฟิล์มบาง ๆ เคลือบกระจกรถยนต์อยู่ ทำให้สามารถป้องกันน้ำเกาะได้เป็นอย่างดี แต่ก็มีหลายคนที่อดสงสัยไม่ได้ว่า น้ำยาเคลือบกระจก หรือ สเปรย์เคลือบกระจกนั้นช่วยป้องกันคราบน้ำเกาะได้จริงหรือไม่ Newlorry จะพาเพื่อน ๆ ไปดูคำตอบกันค่ะ

เคลือบกระจก

การเคลือบกระจกรถยนต์ เป็นประจำ จะช่วยทำให้กระจกรถนั้นมีความใส เพิ่มความชัดเจนขณะขับขี่รถได้เป็นอย่างดี แถมยังมีส่วนช่วยทำให้คราบน้ำค้าง น้ำฝนไม่เกาะอีกด้วย สิ่งที่เห็นได้อย่างชัดเจนเลยก็คือการขับขี่รถขณะที่ฝนตก หากไม่ได้มีการ เคลือบกระจกรถ แม้แต่น้อย ก็จะทำให้น้ำฝนไหลลงบริเวณกระจกจนทำให้ผู้ขับขี่นั้นมองไม่เห็นทางข้างหน้า ถือว่าเป็นอะไรที่เสี่ยงอันตรายสุด ๆ

ในมุมกลับกัน.. หากเจ้าของรถมีการ เคลือบกระจก เอาไว้ ชั้นฟิล์มของ น้ำยาเคลือบกระจก ก็จะมีส่วนช่วยป้องกันไม่ให้น้ำฝนเกาะติดบริเวณกระจกในปริมาณที่มากเกินไป แต่น้ำฝนเหล่านี้จะจับตัวกันเป็นก้อนเล็ก ๆ (เหมือนกันน้ำที่กลิ้งอยู่บนใบบัว) ทำให้เม็ดน้ำฝนเหล่านี้เบาบางลง และไม่บดบังเส้นทางขณะที่ขับขี่ การเคลือบกระจกรถช่วยกันน้ำได้เป็นอย่างดีเลยทีเดียว

ขั้นตอนการเคลือบกระจกรถยนต์ด้วยตัวเอง

1.ยกที่ปัดน้ำฝนบริเวณหน้ารถขึ้นให้เรียบร้อย เพื่อให้ง่ายต่อการทำความสะอาดเคลือบกระจก

2.นำแชมพูสำหรับล้างรถมาล้างทำความสะอาดกระจกรถยนต์ให้เรียบร้อย เพื่อกำจัดเอาเศษฝุ่น รวมถึงสิ่งสกปรกต่าง ๆ ที่ติดอยู่บริเวณกระจกออกให้เกลี่ยงก่อนการเคลือบกระจกรถยนต์ จากนั้นนำผ้าไมโครไฟเบอร์มาเช็ดกระจกหน้ารถให้แห้ง

3.นำเทปสำหรับปิดขอบยางมาปิดบริเวณขอบคิ้วกระจก ขอบยางให้เรียบร้อย เพื่อเป็นการป้องกัน น้ำยาเคลือบกระจกรถยนต์ หรือสเปรย์เคลือบกระจกไปโดน

4.นำน้ำยาเคลือบกระจกเทลงบนผ้าไมโครไฟเบอร์ จากนั้นให้เริ่มเคลือบกระจกโดยการเช็ดเป็นวงเล็ก ๆ ทีละส่วน ๆ ไล่จากด้านบนลงด้านล่าง สิ่งที่ต้องระวังมาก ๆ ในขั้นตอนนี้ก็คือพยายามอย่าให้ น้ำยาเคลือบกระจก นั้นโดนสีรถหรือบริเวณอื่น ๆ

5.หลังจากที่เคลือบกระจกรถทั่วแล้ว ก็ให้รอน้ำยาเคลือบกระจกนั้นเซ็ทตัวเป็นเวลาประมาณ 5 นาที จากนั้นก็ให้นำผ้าไมโครไฟเบอร์เช็ดกระจกให้ทั่วอีกครั้ง จนไม่เหลือฝ้าของน้ำยาเคลือบกระจกบนรถยนต์

น้ำยาเคลือบกระจกรถยนต์ดีไหม

การเคลือบกระจกรถด้วยสเปรย์หรือน้ำยาเคลือบกระจก ใช่ว่าจะปกป้องกระจกรถชนิดที่ว่าน้ำสักเม็ดจะไม่เกาะเลย เพราะขอบอกเลยว่าไม่มีน้ำยาเคลือบกระจกตัวไหนในโลกทำได้อย่างแน่นอน

โดยธรรมชาติแล้ว.. หลังจากที่มีการใช้ น้ำยาเคลือบกระจก ไปก็จะช่วยลดปริมาณน้ำฝนที่มาเกาะบริเวณกระจกได้ค่อนข้างเยอะ ส่วนตัวรู้สึกว่าค่อนข้างประทับใจค่ะ เพราะน้ำยาเคลือบกระจกทำให้ทัศนวิสัยขณะขับขี่ยามฝนตกนั้นดีขึ้นกว่าการไม่ได้เคลือบกระจก แถมยังสามารถนำน้ำยาเคลือบกระจกไปใช้เคลือบกระจกบริเวณอื่น ๆ ของรถยนต์ได้ หรือจะนำไปเคลือบกระจกทั่วไปในบ้าน ในห้องน้ำก็ได้เช่นกัน

อ่านเพิ่มเติม : รีวิว 5 น้ำยาเคลือบกระจก ยี่ห้อไหนดีที่สุด ช่วยป้องกันคราบน้ำเกาะได้อย่างดี ลดอุบัติเหตุได้

น้ำยาเคลือบกระจก อยู่ได้ประมาณกี่วัน

ใช่ว่าเคลือบกระจกครั้งนึงแล้วจะติดทนยาวนานซะเมื่อไหร่ อย่างมาก ๆ น้ำยาเคลือบกระจก ก็จะช่วยปกป้องกระจกรถด้านนานสุด 30 วัน ขึ้นอยู่กับผลิตภัณฑ์น้ำยาเคลือบกระจกแต่ละยี่ห้อด้วย บางทีก็แค่ 7 วัน 15 วันด้วยซ้ำค่ะ

น้ำยาเคลือบกระจกใช้แล้วขอบยางเสื่อมจริงหรือไม่

ทางที่ดีที่สุด ขอแนะนำว่าต้องการเคลือบกระจก ควรยกที่ปัดน้ำฝน และนำเทปสำหรับแปะขอบยางมาติดกันน้ำยาเคลือบกระจกเอาไว้จะดีกว่าค่ะ การทำแบบนี้จะช่วยถนอมที่ปัดน้ำฝนให้ใช้งานได้นานยิ่งขึ้น

โดยสรุปแล้ว.. น้ำยาเคลือบกระจก มีส่วนช่วยปกกันคราบน้ำฝนได้จริง แต่ทั้งนี้ก็ต้องขึ้นอยู่กับผลิตภัณฑ์ที่เลือกใช้ด้วยว่ามีคุณภาพมาก-น้อยแค่ไหน แต่ถ้าให้แนะนำจริง ๆ เจ้าของรถควรเลือกซื้อน้ำยาเคลือบกระจกรถยนต์ที่มีคุณภาพ ถึงราคาจะสูงหน่อย แต่รับรองเลยว่าประสิทธิภาพก็สูงตามไปด้วย และควรหมั่นควรเคลือบกระจกเป็นประจำเพื่อช่วยเพิ่มทัศนวิสัยที่ที่ขณะขับขี่ แถมยังช่วยลดการเกิดอุบัติเหตุได้อีกด้วยค่ะ

ขอบคุณที่เข้ามาอ่านค่ะ ข้อมูลนี้มีประโยชน์มากแค่ไหน !
[จำนวนคนโหวต: 0 เฉลี่ย: 0]