เคลมแห้ง VS เคลมสด คืออะไร มีขั้นตอนการเคลมประกันแต่ละแบบอย่างไรบ้าง ?

เคลมแห้ง เคลมสด คืออะไร

เคลมประกัน

ในบทความที่แล้ว.. ได้มีการอธิบายไปแล้วว่าการเคลมประกัน คืออะไร ถ้าใครยังไม่ได้อ่าน สามารถอ่านได้ที่นี่ : เคลมประกัน

ซึ่งประเภทของการเคลมประกันรถจะแบ่งออกเป็น 2 แบบ คือ เคลมแห้ง และ เคลมสด เอาล่ะสิ ถ้าใครที่ไม่เคยทำประกันรถยนต์มาก่อน หรือไม่เคยแจ้งเคลมรถเลยสักครั้งก็อาจจะมีงงกันบ้างแหละน่า ว่าการเคลมแห้ง คืออะไร เคลมสด คืออะไร แล้วเคลมสด เคลมแห้งต่างกันอย่างไรล่ะ ขั้นตอนการเคลมเหมือนหรือแตกต่างกัน เคลมรอบคันได้ไหม บอกเลยว่าในบทความนี้จะมีการอธิบายเรื่องเคลมแห้ง เคลมสดกันมากขึ้น เพื่อให้เพื่อน ๆ มีความเข้าใจเกี่ยวกับการเคลมทั้ง 2 รูปแบบค่ะ

หัวข้อที่น่าสนใจ

เคลมแห้ง

เคลมแห้ง คือ เป็นการเคลมประกันรถยนต์แบบที่ไม่ต้องมีเจ้าหน้าที่เคลมประกันมายังที่เกิดเหตุ ซึ่งส่วนมากแล้วการเคลมแห้งจะเป็นการชนแบบไม่มีคู่กรณีซะมากกว่า ตัวอย่างของการเคลมแห้ง เช่น เคลมรอยลักยิ้ม  เคลมรอยรถบุบจากการชนเสา ชนประตู กระถางต้นไม้ ฯลฯ ที่เป็นการชนจนทำให้รถเป็นรอยนั่นเอง แต่โดยส่วนมากแล้วการเคลมแห้งจะเป็นความเสียหายแบบเล็กน้อย เจ้าของรถยนต์บางคนก็จะรอให้รถมีรอยเยอะกว่านี้ก่อน พอช่วงที่ประกันรถใกล้หมดค่อยแจ้งเคลมแห้งรอบคัน อ่านบทความเพิ่มเติมเกี่ยวกับการลบรอยรถได้ที่นี่ : รถเป็นรอย แบบไหนถึงลบรอยขูดด้วยตัวเองได้ พร้อมวิธีขัดลบรอยลึกแบบง่าย ๆ

ในการเคลมแห้ง ต้องขอบอกเลยว่าเจ้าของรถยนต์อาจจะต้องเสียค่าเสียหายส่วนแรก Excess ด้วย ต่อให้ทำประกันชั้น 1 ก็อาจจะต้องเสียเงินในส่วนนี้ เพราะบริษัทประกันภัยมองว่าการเคลมแห้งเป็นการชนแบบไม่มีคู่กรณี ยังไงก็เป็นความผิดของผู้ทำประกันอยู่ดี ซึ่งการเรียกเก็บค่า Excess จะอยู่ที่เงื่อนไขของแต่ละบริษัทประกันว่าจะเรียกเก็บกี่จุดเมื่อมีการเคลมแห้ง แต่โดยส่วนมากแล้วจะเสียค่า Excess เงื่อนไขละ 1,000 บาท

เคลมประกันไม่มีคู่กรณี
การเคลมแห้งส่วนมากจะเป็นการชแบบไม่มีคู่กรณี

ขั้นตอนการเคลมแห้ง

การเคลมแห้ง ผู้ทำประกันสามารถทำเรื่องได้ด้วยตัวเอง ให้เข้าไปที่ศูนย์ หรืออู่บริการในเครือที่เราเลือกตอนทำประกัน (เลือกว่าเป็นการซ่อมห้าง หรือซ่อมอู่) แล้วกรอกแบบฟอร์มขอเคลมประกัน

หรือถ้าใครไม่สะดวกเดินทางไปด้วยตัวเอง ก็ทำเรื่องผ่านทางออนไลน์ได้เช่นกัน ซึ่งการทำผ่านทางออนไลน์จะต้องเตรียมภาพถ่ายของร่องรอยความเสียหาย ภาพป้ายทะเบียนรถ ภาพใบขับขี่ ภาพกรมธรรม์ ส่งให้กับบริษัทประกันภัยด้วย จากนั้นก็ค่อยติดต่อศูนย์-อู่บริการเพื่อรอคิวเข้าซ่อมรถ และตกลงราคาค่าเสียหายในการจัดซ่อม จากนั้นทางศูนย์-อู่บริการก็จะส่งข้อมูลค่าใช้จ่ายการจัดซ่อมให้บริษัทประกันนั้นพิจารณาและตกลงค่าใช้จ่ายกันต่อไป

เคลมแห้ง ใช้เอกสารอะไรบ้าง

  • สำเนาใบขับขี่
  • สำเนาทะเบียนรถ
  • กรมธรรม์รถยนต์
  • ภาพถ่ายความเสียหาย ภาพถ่ายป้ายทะเบียน (สำหรับคนที่ต้องการทำเรื่อง เคลมแห้ง ผ่านทางออนไลน์)

เคลมสด

เคลมสด คือ การแจ้งเคลมประกันรถยนต์ทันทีในที่เกิดเหตุ อารมณ์ประมาณว่าเกิดเหตุปุ๊บ ก็แจ้งเคลมประกันปั๊บ เผลอ ๆ คู่กรณีก็ยังอยู่ภายในเหตุการณ์ด้วยเลย หลังจากที่แจ้งเคลมสดทางบริษัทประกันจะส่งเจ้าหน้าที่เคลมมายังจุดเกิดเหตุ เพื่อตรวจสอบเหตุการณ์ ว่ารถของคู่กรณี หรือรถของเราเสียหายมากน้อยแค่ไหน มีคนบาดเจ็บหรือไม่ โดยจะมีการเช็คดูว่าฝ่ายใดเป็นฝ่ายถูก หรือฝ่ายผิด จากนั้นเจ้าของรถยนต์ก็จะได้รับใบรายการที่แสดงความเสียหายต่าง ๆ เพื่อเอาไว้ไปใช้ยื่นเคลมประกันกับศูนย์-อู่บริการในเครือ ซึ่งการแจ้ง เคลมสด เจ้าของรถก็จะได้ใบเคลมรถยนต์ทันที

เคลมประกันมีคู่กรณี
การเคลมสดส่วนมากจะเป็นการชนแบบมีคู่กรณี

วิธีเคลมสด

1. หลังเกิดอุบัติเหตุต้องตั้งสติ ลงไปถ่ายภาพความเสียหายเก็บเอาไว้เป็นหลักฐาน จดทะเบียนรถของคู่กรณีเราเอาไว้

2. ตรวจสอบว่ามีใครได้รับบาดเจ็บ มีความเสียหายอะไรเกิดขึ้นบ้าง ถ้ามีคนบาดเจ็บให้โทรแจ้งรถพยาบาลก่อนเป็นอันดับแรก

3. โทรแจ้งบริษัทประกันภัยเพื่อให้มาตรวจสอบที่จุดเกิดเหตุ โดยต้องแจ้งรายละเอียดของเหตุการณ์ สถานที่เกิดเหตุว่าอยู่บริเวณไหน ยี่ห้อรถ รุ่นรถ ทะเบียนรถอะไรเพื่อให้ง่ายต่อการสังเกต จากนั้นก็ถามคู่กรณีว่ามีประกันหรือไม่ ถ้ามีก็ให้คู่กรณีเรียกประกันของเขามาด้วยเลย จะได้คุยพร้อมกัน

4. เมื่อเจ้าหน้าที่มาถึงก็จะตรวจดูความเสียหาย และออกใบแสดงรายการความเสียหายให้กับเราเพื่อที่จะได้นำไปยื่นเคลมรถ

เคลมสด ใช้เอกสารอะไรบ้าง

  • สำเนาใบขับขี่
  • สำเนาทะเบียนรถ
  • กรมธรรม์รถยนต์

นี่ก็เป็นความแตกต่างระหว่าง เคลมแห้ง และ เคลมสด ถ้าเป็นการเคลมแห้งส่วนมากจะเป็นความเสียหายเพียงเล็กน้อย ซึ่งเกิดจากการชนแบบไม่มีคู่กรณี หากเป็นการเคลมสด จะเป็นการแจ้งเคลมประกันทันทีหลังจากที่เกิดเหตุ มีเจ้าหน้าที่เดินทางไปตรวจดูความเสียหายที่หน้างาน ส่วนระยะเวลาการเคลมสด เคลมแห้ง ใช้เวลานานแค่ไหน ก็ต้องขึ้นอยู่กับคิวของช่างซ่อมว่าว่างช่วงไหน เพราะฉะนั้นรถแต่ละคันจะมีระยะเวลาการจัดซ่อมที่ไม่เท่ากันค่ะ

ขอบคุณที่เข้ามาอ่านค่ะ ข้อมูลนี้มีประโยชน์มากแค่ไหน !
[จำนวนคนโหวต: 1 เฉลี่ย: 5]